
ก่อนจะต่อยกัน ทำไมต้อง “รำ” ?
เปิดเบื้องหลังรำไหว้ครูมวยไทย ที่ไม่ได้มีไว้แค่โชว์
.
เคยสงสัยไหมว่า… ก่อนนักมวยไทยจะขึ้นชก ทำไมต้องคุกเข่า กราบพื้น เดินรอบเวที แล้วรำอยู่พักใหญ่? ทั้งที่กำลังจะขึ้นไปต่อยกันแท้ ๆ ทำไมไม่วอร์มร่างกายแล้วขึ้นชกเลย?
.
จริง ๆ แล้ว “รำไหว้ครูมวยไทย” ไม่ใช่การรำสวย ๆ ก่อนเริ่มการแข่งขัน และไม่ได้มีไว้เพื่อถ่วงเวลา แต่มันคือหนึ่งในพิธีที่สะท้อนตัวตนของมวยไทยได้ชัดที่สุด เพราะเบื้องหลังท่วงท่าเหล่านั้นมีทั้ง ความเชื่อ ความกตัญญู ศิลปะการต่อสู้ และร่องรอยของวิถีนักรบในอดีต ซ่อนอยู่
.
รากของพิธีไหว้ครูนั้นเก่าแก่กว่ามวยไทยในฐานะกีฬาเสียอีก คนไทยในอดีตมีธรรมเนียมเคารพครูผู้ถ่ายทอดวิชา ไม่ว่าจะเป็นวิชาช่าง ดนตรี นาฏศิลป์ หรือวิชาการต่อสู้ สำหรับนักมวย ครูไม่ได้เป็นเพียงคนที่สอนให้ต่อยหรือเตะเป็น แต่คือคนที่ถ่ายทอดวิชาและกฎในการเอาตัวรอด
.
ในยุคที่มวยไทยยังไม่ได้มีเวที เชือกกั้น กรรมการ หรือกติกาแบบทุกวันนี้ การต่อสู้อาจหมายถึงเรื่องเป็นเรื่องตาย เพราะฉะนั้นก่อนออกไปเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ การระลึกถึงครูและผู้ถ่ายทอดวิชาจึงมีความหมายมาก
.
เมื่อเวลาผ่านไป มวยไทยค่อย ๆ พัฒนาจากศาสตร์การต่อสู้มาเป็นกีฬา แต่ธรรมเนียมไหว้ครูก็ยังถูกเก็บเอาไว้ และกลายเป็นภาพที่คนทั่วโลกจำได้ทันทีว่า นี่แหละ…มวยไทย
.
แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ รำไหว้ครูไม่ได้มีสูตรเดียว และไม่ได้มีจำนวนท่าตายตัว
.
แต่ละสายมวยมีลีลาและแม่ท่าที่แตกต่างกันไป เพราะสมัยก่อนแต่ละสำนักต่างมีวิธีถ่ายทอดวิชาของตัวเอง บางสายรำเน้นความสง่างาม บางสายเน้นการคุมเชิง บางสายมีท่าที่เลียนแบบสัตว์หรือจำลองการใช้อาวุธ
.
อย่าง “มวยไชยา” มีลีลาที่ดูสุขุมและเน้นการคุมเชิง ขณะที่ “มวยโคราช” และ “มวยท่าเสา” ก็มีท่ารำเฉพาะตัว ส่วน “มวยลพบุรี” นั้นขึ้นชื่อเรื่องลีลาที่หลากหลาย มีทั้งท่าเทพพนม สอดสร้อยมาลา สาวน้อยประแป้ง นกยูงฟ้อนหาง ไปจนถึงชื่อท่าที่ฟังแล้วเหมือนหลุดออกมาจากฉากต่อสู้ในตำนานอย่าง “นารายณ์ขว้างจักร” และ “พระรามแผลงศร”
.
และสองท่านี้แหละที่บอกได้เลยว่า…มวยไทยไม่ได้มีดีแค่หมัดกับศอก
.
“นารายณ์ขว้างจักร” เป็นท่าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระนารายณ์กำลังขว้างจักร ท่วงท่าจึงเต็มไปด้วยพลังและความดุดัน เหมือนกำลังส่งอาวุธออกไปจัดการศัตรู เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในท่าที่ดู “เอาเรื่อง” ที่สุดของชุดรำ
.
ส่วนอีกท่าที่หลายคนมองว่าสวยมากคือ “พระรามแผลงศร” ลองนึกภาพนักรบกำลังง้างคันศร ก่อนปล่อยลูกศรออกไป ท่าทางต้องนิ่ง แข็งแรง และมีจังหวะที่ชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความอ่อนช้อยแบบศิลปะไทยอยู่ด้วย
.
จึงกลายเป็นท่าที่มีทั้ง ความหล่อ ความขลัง และความอันตรายอยู่ในท่าเดียวกัน
.
ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ “เสือลากหาง” ซึ่งเป็นท่าที่พบในหลายสายมวย ไม่ว่าจะเป็นมวยไชยา มวยโคราช และมวยท่าเสา ชื่อฟังดูเหมือนท่าในเกมต่อสู้ แต่จริง ๆ แล้วสะท้อนแนวคิดของคนโบราณที่นำลักษณะการเคลื่อนไหวของสัตว์มาประยุกต์เข้ากับศาสตร์การต่อสู้
.
เพราะฉะนั้น ถ้าใครมองว่ารำไหว้ครูเป็นแค่ “พิธีที่ต้องทำก่อนชก” อาจต้องมองใหม่
.
เพราะทุกครั้งที่นักมวยก้มลงกราบพื้น นั่นคือการแสดงความเคารพต่อครูและผู้มีพระคุณ
.
ทุกครั้งที่เดินรอบเวที นั่นไม่ใช่แค่การเดิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีและการเตรียมตัวก่อนเข้าสู่การต่อสู้
.
และทุกครั้งที่เริ่มรำ ท่วงท่าที่เห็นตรงหน้าอาจเป็นสิ่งที่ครูมวยถ่ายทอดต่อกันมาหลายรุ่น
.
นี่จึงเป็นเหตุผลที่รำไหว้ครูมวยไทยยังคงอยู่ แม้โลกของมวยจะเปลี่ยนไปไกลแค่ไหน